Risk Correlation Map & Portfolio View of Risk
ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน “ความเสี่ยง” ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจจึงไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เพียงมิติใดมิติหนึ่งเท่านั้น แต่มีลักษณะ “เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันแบบลูกโซ่ (Domino Effect)” ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและช่วยให้เห็นภาพรวมความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น คือ Risk Correlation Map และ Portfolio View of Risk
Risk Correlation Map
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์หาสาเหตุของความเสี่ยง (Risk Cause) และแสดงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุ ผ่านการกำหนดเส้นโยง จนเกิดเป็นแผนภาพแสดงความเชื่อมโยงความเสี่ยง (Risk Correlation Map) เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงต่างๆ อย่างเป็นระบบ ช่วยให้การประเมินผลกระทบได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และนำไปสู่การกำหนดมาตรการ/แผนจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนให้ผลการบริหารความเสี่ยงเป็นไปตามเป้าหมาย
Portfolio View of Risk
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ภาพรวมความเสี่ยงผ่านการวิเคราะห์ถึงช่วงเบี่ยงเบนของความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) ของแต่ละปัจจัยเสี่ยงบนแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) มีการกำหนดสมมติฐานและจัดทำแบบจำลองที่เหมาะสม และทำการทดสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ความเสี่ยงจากหลายปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกันต่อความเพียงพอของเงินกองทุน (BIS Ratio) เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ ในการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อไป
ทั้งนี้ หากพบว่า BIS Ratio มีแนวโน้มต่ำกว่าระดับที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) / เพดานความเสี่ยง (Limit) / สัญญาณเตือน (Trigger) ที่กำหนดไว้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาแนวทางการป้องกัน / ควบคุม / จัดการความเสี่ยง และทบทวนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อให้ระดับความเสี่ยงหรือ BIS Ratio ณ สิ้นปีเป็นไปตามเป้าหมาย
จากการวิเคราะห์ Portfolio View of Risk ครั้งที่ 1/2569 พบว่า หากปัจจัยเสี่ยงที่ระบุใน Risk Map ปี 2569 หลายปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ BIS Ratio ลดลงเหลือร้อยละ 17.50 (จากประมาณการงบการเงินปี 2569 ที่ BIS Ratio เท่ากับร้อยละ 19.00) ซึ่งต่ำกว่าระดับ Risk Appetite แต่ยังสูงกว่าระดับ Risk Tolerance รวมถึง Trigger และ Limit ที่กำหนด ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
คุณภาพลูกหนี้
ยอดหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และยอดหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน (NPLs) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและ SMEs จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำและปัจจัยกดดันรอบด้าน มีผลต่อการฟื้นตัวของรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
ภาวะการแข่งขัน
ในภาคการเงินมีแนวโน้มทวีความรุนแรง โดยการขยายตัวของสินเชื่อยังอยู่ในระดับต่ำ ภาคธนาคารแข่งขันเพื่อช่วงชิงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูง รวมถึงการเข้ามาของ Virtual Bank ที่มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่าธนาคารรูปแบบดั้งเดิม
ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย
จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับธนาคารออมสินมีภารกิจส่งเสริมการออม จึงมีโครงสร้างสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากกว่าหนี้สินที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีแนวโน้มปรับลดลง
ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน
จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ (Fund Flow) ซึ่งอาจกระทบต่อมูลค่าหลักทรัพย์ในพอร์ตเผื่อขายตราสารทุนและกองทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับเงินกองทุนของธนาคาร
ผลสรุปการวิเคราะห์
จากการวิเคราะห์ความเชื่อมโยง ทำให้ทราบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างมีนัยสำคัญโดยกระทบผ่านปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
- คุณภาพลูกหนี้
- การแข่งขัน
- ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย
- ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน
การประเมินและติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด และทบทวนมาตรการ/แผนจัดการความเสี่ยง อย่างทันเหตุการณ์จะช่วยลด/ควบคุมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
โดย Risk Correlation Map และ Portfolio View of Risk เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการร่วมกับ หน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) ในการพิจารณาระบุความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของความเสี่ยง รวมถึงประเมินผลกระทบภาพรวมของความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกัน เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงในภาพรวมขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กร